# ประวัติศาสตร์ NFT เส้นทางการหันเหสู่กระแสหลักของโลกดิจิทัล

- URL: https://entertostart.co/the-history-of-nft-how-they-got-started/
- Date: 2022-09-14
- Category: NFTs (https://entertostart.co/category/article/crypto/nfts/)
- Image: https://entertostart.co/company-img/the-history-of-nft-how-they-got-started/Feature%20Image.jpg

## KEY TAKEAWAYS

- แนวคิดเรื่อง NFT ปรากฎบนโลกเมื่อปี 2012 ด้วยชื่อ Colored Coin โดยการพยายามที่จะสร้างโทเค็นเพื่อแทนสินทรัพย์จริงแล้วเก็บไว้ในบล็อกเชนของ Bitcoin

- NFT ชิ้นแรกของโลกชื่อ Quantum สร้างขึ้นเมื่อปี 2014

- ปี 2016 เกิดมีมยอดนิยมในวงการคริปโตอย่างเจ้ากบหน้ากวน Rare Pepes

- ปี 2017 มี Token Standard ถือเป็นจุดเปลี่ยนในโลกคริปโต เกิดโปรเจกต์ยอดนิยมอย่าง Cryptopunks และ Cryptokitties

- ปี 2018 – 2020 เกิดเกม NFT ขึ้นมามากมาย รวมถึง Metaverse เริ่มผุดขึ้น NFT เริ่มหันแหเข้าสู่กระแสหลัก

- ปี 2021 – 2022 ได้รับความนิยมอย่างมาก มีการประมูล NFT ในแพลตฟอร์มชื่อดัง รวมถึงมี Smart Contract ใหม่ๆ เกิดขึ้น

วงการ ‘ของสะสม’ มีการเปลี่ยนแปลงและวิวัฒนาการมาอย่างยาวนาน ในอดีตเราอาจจะคุ้นเคยกับสินทรัพย์ที่สามารถจับต้องได้ แต่เมื่อไม่กี่ปีมานี้เองก็ปรากฏของสะสมในรูปแบบดิจิทัลขึ้นมาอย่าง CryptoArt และ NFT (Non-fungible token) ซึ่งเป็นการนำศิลปะเข้าไปอยู่บนบล็อกเชนและมีการกระจายศูนย์ (decentralized) ถือเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของ ‘ของสะสม’ ที่น่าจับตามองและน่าจะมีอนาคตอีกไกล ดังนั้นบทความนี้เราจึงจะมาย้อนดูประวัติศาสตร์ของ NFT กัน

TABLE OF CONTENTS ** **

1. [2012 : Colored Coins เหรียญสี จุดกำเนิดแนวคิด NFT](#section_1)

2. [2014 – 2016 : ‘Quantum’ NFT ชิ้นแรกของโลก](#section_2)

3. [2017 : Cryptopunks และ CryptoKitties](#section_3)

4. [2018 – 2020 : NFT หันหัวเรือเข้าสู่กระแสหลัก](#section_4)

5. [2021 – 2022 : การปะทุของ NFT](#section_5)

6. [What’s Next? : ทิศทางต่อไปของ NFT](#section_6)

*เส้นทางประวัติศาสตร์ของ NFT จากความสนใจเฉพาะกลุ่มสู่กระแสหลักในโลกดิจิทัลในปัจจุบัน*

## 2012 : Colored Coins เหรียญสี จุดกำเนิดแนวคิด NFT

*Colored Coin ซึ่งนับเป็นไอเดียแรกเริ่มเกี่ยวกับ NFT เปเปอร์ที่อธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับแนวคิดนี้เกิดขึ้นเมื่อปี 2012 โดย Meni Rosenfield*

แนวคิดเรื่อง NFT ผุดขึ้นมาบนโลกในปี 2012 มีชื่อเท่ๆ ว่า Colored Coin แปลตรงตัวก็คือเหรียญสี เปเปอร์ของแนวคิดเรื่องเจ้าเหรียญสีนี้เขียนโดยเมนี โรเซนฟิลด์ (Meni Rosenfield) มันเป็นแนวคิดที่จะใช้บล็อกเชนของเหรียญเรือธงผู้บุกเบิกวงการอย่าง Bitcoin (BTC) มาใช้ประโยชน์มากขึ้น โดยจะสร้างโทเค็นซึ่งจะเอาไว้เป็นตัวแทนของสินทรัพย์ที่มีบนโลกจริง ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ บ้าน หุ้น หรืออะไรก็ตามที่มีค่า ซึ่งโทเค็นที่เป็นตัวแทนนั้นก็จะถูกนำมาเก็บไว้บนบล็อกเชน และจะสามารถใช้แต่ละโทเค็นพิสูจน์ความเป็นเจ้าของสินทรัพย์เหล่านั้นได้

อันที่จริงโทเค็นตามแนวคิดนี้ก็คล้ายๆ กับ Bitcoin นั่นแหล่ะ แต่ก็จะมีองค์ประกอบอื่นๆ เพิ่มขึ้นมาอีกเล็กน้อยเพื่อที่จะให้มันเป็นโทเค็นเพียงชิ้นเดียวในโลก ซึ่งก็จะสามารถเอาไว้ใช้ยืนยันความเป็นเจ้าของได้

ฟังดูเป็นแนวคิดที่น่าสนใจ แต่ในตอนนั้นมันก็ยังมีข้อจำกัดอยู่ จนไม่สามารถสร้างเจ้า colored coin ขึ้นมาได้ แต่อย่างไรก็ตามก็นับว่ามันได้สร้างรากฐานที่จะนำไปสู่การสร้าง NFT ที่เราได้รู้จักกันในอนาคต

## 2014 – 2016 : ‘Quantum’ NFT ชิ้นแรกของโลก

3 พฤษภาคม 2014 ศิลปินหนุ่มชาวนิวยอร์กชื่อ เควิน แมกคอย (Kevin McCoy) สร้างงานศิลปะดิจิทัลชิ้นหนึ่งขึ้นมาชื่อ ควอนตัม (Quantum) และเจ้าควอนตัมนี้ก็ถูกจดจำในฐานะ NFT ชิ้นแรกของโลก

*Quantum ซึ่งเป็น NFT ชิ้นแรกของโลก สร้างขึ้นโดย Kevin McCoy ในวันที่ 3 พฤษภาคม 2014 | ภาพจาก [blog.portion ](https://blog.portion.io/the-history-of-nfts-how-they-got-started/)*

NFT ชิ้นแรกของโลกนี้เป็นรูปเคลื่อนไหวแปดเหลี่ยมที่เปลี่ยนสีและเต้นอย่างเป็นจังหวะ จ้องมองไปสักพักก็คล้ายๆ การสะกดอยู่เหมือนกัน มันถูกขายไปในราคา 7 ล้านดอลลาร์ นับว่าค่าสูงพอตัวสำหรับ NFT ชิ้นแรกของโลก

หลังจากการเกิดขึ้นของ Quantum แล้ว มันก็ได้จุดประกายให้ศิลปินอีกมากมายต่างทดลองและพัฒนาสร้าง NFT ตามมาอีกมาก

ในปีเดียวกันนี้เอง แพลตฟอร์มที่ชื่อ Counterparty ก็ได้ถูกสร้างขึ้น โดย Counterparty จะเขียนโค้ดสร้างสมาร์ทคอนแทรค (smart contract) ขึ้นมา เพื่อให้ผู้ใช้สามารถสร้างคำสั่งต่างๆ ได้ จากนั้นใช้บล็อกเชนของ Bitcoin เพื่อรันสมาร์ทคอนแทรค สิ่งนี้ทำให้ผู้ใช้สามารถสร้างสินทรัพย์ดิจิทัลของตัวเองได้

2015 เดือนเมษายน Counterparty ได้ร่วมมือกับทีมผู้สร้างเกมอย่าง Spells of Genesis และเริ่มต้นเป็นผู้บุกเบิกในการสร้างสินทรัพย์ในเกม

2016 เดือนสิงหาคม Counterparty ได้ร่วมมือกับทีมผู้สร้างการ์ดเกม Force of Will ซึ่งเป็นการ์ดเกมที่ได้รับความนิยมสูงสุดเป็นอันดับ 4 ในทวีปอเมริกาเหนือ การก้าวเข้ามาในระบบนิเวศบล็อกเชนนับว่าเป็นสัญญาณที่บอกว่าพวกเขาให้ค่ากับสินทรัพย์บนบล็อกเชน

2016 เดือนตุลาคม เริ่มมีมีมเกิดขึ้นมากมายบนแพลตฟอร์ม Counterparty รวมถึงมีมที่เราคุ้นหน้าคุ้นตากันดีเพราะมันกระจายว่อนอยู่ในโลกอินเทอร์เน็ตอย่าง ‘Rare Pepes’ ซึ่งก็คือเจ้ากบที่มีหน้าตาและเอกลักษณ์อันแสนโดดเด่น

*Rare Pepes มีมกบหน้ากวนที่คนในวงการคริปโตคุ้นหน้าคุ้นตากันเป็นอย่างดี มันเกิดขึ้นใน ปี 2016 | ภาพจาก [Youtube](https://www.youtube.com/watch?v=tQ1-P1X2ue8)*

อย่างไรก็ตาม แพลตฟอร์ม Counterparty ใช้ศักยภาพจากบล็อกเชนของ Bitcoin ซึ่งมันไม่ใช่เครือข่ายที่เหมาะสำหรับเป็นฐานข้อมูลของโทเค็นที่ใช้แสดงความเป็นเจ้าของอยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อ Ethereum (ETH) ถือกำเนิด มันจึงได้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้วงการ NFT อย่างมาก และนับว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ก้าวกระโดดทีเดียว

## 2017 : Cryptopunks และ CryptoKitties

การเปลี่ยนแปลงสำคัญหลังจากย้ายการสร้าง NFT ไปอยู่บนบล็อกเชนของ Ethereum คือการมีชุดมาตรฐานโทเค็น (token standards) ซึ่งเป็นส่วนย่อยในมาตรฐานสมาร์ทคอนแทรค (smart contract) อีกที สิ่งนี้ทำให้นักพัฒนาสามารถที่จะสร้างโทเค็นของตัวเองได้ โดยมีแนะนำวิธีการสร้าง การออกโทเค็น การปรับใช้โทเค็นภายใต้เทคโนโลยีบล็อกเชน

*CryptoPunks โปรเจกต์ NFT ที่สร้างขึ้นเมื่อปี 2017 โดย John Watkinson และ Matt Hall | ภาพจาก [Larvalabs](https://www.larvalabs.com/cryptopunks)*

ปี 2017 ความนิยมของ Rare Pepes ได้จุดประกายให้นักพัฒนาสองคนคือ จอห์น วอทคินสัน (John Watkinson) และแมท ฮอลล์ (Matt Hall) นักพัฒนาจาก Larva Labs สร้างโปรเจกต์ NFT บนบล็อกเชนของ Ethereum โปรเจกต์นั้นชื่อว่า ‘Cryptopunks’ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากวัฒนธรรมพังค์และการเคลื่อนไหวของไซเบอร์พังค์ในกรุงลอนดอน มันเป็นโปรเจกต์ทดลอง ประกอบด้วย NFT 10,000 ชิ้นและไม่มีชิ้นไหนที่เหมือนกันเลย และที่สำคัญคือมันสร้างขึ้นมาเพื่อแจกฟรี

*CryptoKitties เกมเลี้ยงแมวที่สร้างขึ้นในปี 2017 โดยบริษัท Axiom Zen | ภาพจาก [Cryotokitties](https://www.cryptokitties.co/)*

อีกหนึ่งเหตุการณ์ที่สำคัญในระบบนิเวศของ Ethereum ก็คือการเปิดตัวเกม CryptoKitties ซึ่งเป็นเกมที่ให้ผู้เล่นรับเลี้ยงแมว ผสมพันธุ์แมวและซื้อขายแมวได้ ผู้สร้างคือบริษัท Axiom Zen ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา มันเปิดตัวได้เพียงไม่นานก็เป็นกระแสและได้รับความนิยมไปทั่ววงการ CryptoKitties นับว่าเป็นตัวอย่างสำคัญที่ทำให้ผู้คนเห็นถึงศักยภาพที่แท้จริงของ NFT

## 2018 – 2020 : NFT หันหัวเรือเข้าสู่กระแสหลัก

*Decentraland โปรเจกต์ยุคแรกๆ ที่ก้าวเข้ามาสู่โลก Metaverse | ภาพจาก [Decentraland](https://twitter.com/decentraland/status/1488563300367572995)*

ความสำเร็จของ CryptoKitties จุดประกายให้กับทั้งวงการ เกม NFT อีกหลายเกมผุดขึ้นมาราวกับดอกเห็ด และผลักดันวงการ NFT รวมถึงเมตาเวิร์ส (Metaverse) ให้เป็นที่สนใจของคนในวงกว้างมากขึ้น โปรเจกต์แรกที่ก้าวเข้ามาในวงการคือ Decentraland (MANA) ซึ่งผู้เล่นเกมสามารถที่จะออกสำรวจ สร้างสิ่งต่างๆ เก็บไอเท็ม และเอามันไปขายให้กับผู้เล่นอื่นเพื่อสร้างเม็ดเงินได้

ไม่นานหลังจากนั้นก็เกิดแพลตฟอร์มที่ทำให้นักพัฒนาสามารถสร้างสิ่งต่างๆ โดยผูกเข้ากับ NFT ได้ง่ายมากยิ่งขึ้น หนึ่งในแพลตฟอร์มที่เกิดขึ้นในช่วงนั้นก็คือ Enjin Network (ซึ่งมี Native token ของแพลตฟอร์มเองคือ Enjin Coin (ENJ)) มันถูกสร้างขึ้นบนแพลตฟอร์มของ Ethereum และหลังจากนั้นก็ตามมาด้วย Marketplace หรือตลาดซื้อขาย NFT เจ้าดังที่เรารู้จักกันดีอย่าง Opensea ที่ได้กลายมาเป็นตลาดกลางในการซื้อขายแลกเปลี่ยน NFT ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ณ ตอนนี้ ซึ่งการเกิดขึ้นของตลาดกลางนี้เองที่ทำให้เหล่าเกมเมอร์สามารถนำไอเท็มที่ได้ในเกมมาแปลงให้มีมูลค่าในโลกจริงของเราได้

## 2021 – 2022 : การปะทุของ NFT

นับตั้งแต่ปี 2021 วงการ NFT ก็เหมือนระเบิดแตกในโลกดิจิทัล ก็คือเสียงดังมากและทุกคนที่อยู่ในวงการต้องหันมาจับตามองด้วยความสนใจ (หรือบางทีไม่ได้อยู่ในวงการก็ยังต้องเคยได้ยินบ้าง)

หนึ่งในปัจจัยที่ช่วยฉายแสงมายัง NFT ก็คือการที่แพลตฟอร์มประมูลอย่าง Christie และ Sotheby มีการเปิดประมูลชิ้นงาน NFT ด้วย และงานอาร์ต NFT ที่ชื่อ Everydays: the First 5000 Days ของศิลปิน Beeple ก็ถูกประมูลไปในราคาสูงถึง 69 ล้านดอลลาร์ และกลายเป็น NFT ที่มีราคาต่อชิ้นแพงที่สุดในโลกดิจิทัลในปัจจุบัน

*Everydays: the First 5000 Days โดยศิลปิน Beeple เป็น NFT ที่มีราคาต่อชิ้นแพงที่สุดในโลก ด้วยราคา 69 ล้านดอลลาร์ | ภาพจาก [Arshake](https://www.arshake.com/en/frame-everydays-the-first-5000-days/)*

อีกหนึ่งปัจจัยก็คือการเปิดตัวของแพลตฟอร์มใหม่ๆ อย่าง Binance, Solano, Tezos และ Flow ซึ่งแต่ละแพลตฟอร์มก็มีมาตรฐาน NFT ใหม่เกิดขึ้น และช่วยสร้าง NFT ให้มีความเป็นเอกลักษณ์มากขึ้น

ส่วนเมื่อปลายปี 2021 แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่อย่าง Facebook ก็ได้เปลี่ยนชื่อแบรนด์ใหม่เป็น Meta และก้าวเข้าสู่จักรวาล metaverse ด้วยความที่มันเป็นแพลตฟอร์มที่คนจำนวนมากในโลกรู้จัก ดังนั้นมันจึงเหมือนการสาดน้ำมันเข้าไปในกองไฟแห่ง NFT และ Metaverse

## What’s Next? : ทิศทางต่อไปของ NFT

*ทิศทางต่อไปของวงการ NFT จะเป็นอย่างไร มีโอกาสมากน้อยแค่ไหนให้เติบโต*

แม้ว่าปัจจุบันวงการคริปโตจะตกอยู่ในภาวะตลาดหมี และ NFT เองก็พลอยได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่มันยังมีการเติบโตและดูเหมือนจะก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโลกศิลปะแห่งอนาคตอยู่ไม่น้อย

แต่หากย้อนรอยดูประวัติศาสตร์แห่ง NFT ก็จะพบว่ามันมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานพอสมควร จากความสนใจกลุ่มเล็กๆ ค่อยๆ ก้าวเข้ามาอยู่ในกระแสหลักของโลกดิจิทัล และดูเหมือนว่ามันยังคงมีศักยภาพที่จะสร้างโอกาสไม่สิ้นสุด จนทำให้มองไปยังอนาคตข้างหน้าได้อีกไกลทีเดียว

**References :**[ Z](https://www.zenofineart.com/blogs/news/the-beginning-of-nfts-a-brief-history-of-nft-art)[enofineart](https://www.zenofineart.com/blogs/news/the-beginning-of-nfts-a-brief-history-of-nft-art), [Blog.portion.io](https://blog.portion.io/the-history-of-nfts-how-they-got-started/), [Web3](https://www.web3.university/tracks/build-your-first-nft/brief-history-of-nfts), [Wikipedia](https://en.wikipedia.org/wiki/Non-fungible_token), [Altpress](https://www.altpress.com/history-of-nfts-non-funfible-tokens/)

---

**Credits ****Content Creator :** กนกศักดิ์ เรือนทอง **Graphic Designer : **ศุภัชฌา ใช้สติ **Admin :** ณิชากร วิทยาวิวัฒน์สกุล **Editor :** ประเสริฐ หงษ์สุวรรณ
