# หรือ Bitcoin จะพังเพราะ Altcoin?

- URL: https://entertostart.co/maybe-bitcoin-will-collape-because-of-altcoins/
- Date: 2023-01-26
- Category: บทวิเคราะห์ (https://entertostart.co/category/article/crypto/crypto-analysis/)
- Image: https://entertostart.co/tag-img/Bitcoin%20%28BTC%29.jpg

## KEY TAKEAWAYS

- ปรากฎการณ์ที่เรียกว่า ความเจือจางของศักยภาพ (dilution of expertise) คือการที่เมื่อเทคโนโลยีหนึ่งเกิดขึ้นและได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว ก็จะมีคนกระโดดเข้ามาคัดลอกและเลียนแบบไอเดียจนทำให้ต้นฉบับลดความน่าสนใจลง อย่างเช่นเกม Atari ในช่วงทศวรรษที่ 1980

- นักวิจัยมองว่ารูปแบบนี้อาจเกิดขึ้นกับ Bitcoin ด้วยเพราะหลังจาก Bitcoin เกิดขึ้น มันก็มี Altcoin เกิดตามมาอีกมากมาย ซึ่งลดทอนความน่าสนใจของ Bitcoin ลง

- แต่ทั้งนี้ Atari หรือ Reddits มีความแตกต่างในแง่เป้าหมายและคุณประโยชน์ อย่าง Atari เป็นตัวเลือกหนึ่งในเรื่องของความบันเทิง ในขณะที่ Bitcoin ถูกพิจารณาในแง่ของนวัตกรรม และอาจถือเป็นอีกขั้นของวิวัฒนาการทางการเงินได้ ดังนั้นมันจึงอาจมีความแตกต่างกันได้

Bitcoin เป็นคริปโตเคอร์เรนซีเหรียญแรกของโลก มันเปิดเผยศักยภาพของสกุลเงินดิจิทัลรวมถึงเทคโนโลยีบล็อกเชนจนทำให้เกิดเหรียญอื่นๆ ซึ่งเราเรียกว่า Altcoin ตามมาอีกนับพันนับหมื่นเหรียญ มองในมุมหนึ่งมันดูเหมือนเป็นความก้าวหน้าของเทคโนโลยี แต่กลับมีงานวิจัยที่บอกว่า Altcoin นี่แหล่ะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่จะทำให้ Bitcoin ล่มสลาย มันเป็นไปได้ยังไงกัน?

งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาเกี่ยวกับวัฏจักรการเติบโตและล่มสลายอย่างรวดเร็ว (Boom and Bust Cycles) ของผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา (เช่นนักเครือข่ายวิทยา นักมานุษยวิทยา นักวิวัฒนาการวัฒนธรรม ฯลฯ) โดยศึกษา 3 เทคโนโลยีคือ เกม Atari ที่บูมในช่วงปี 1979 – 1991, คริปโตเคอร์เรนซีในช่วงปี 2015 – 2020 รวมถึงลักษณะของโพสต์บนเว็บไซต์ Reddits ตั้งแต่ปี 2018 – 2019

นักวิจัยเรียกปรากฎการณ์ที่ทำให้เกิด boom and bust cycle ว่า ความเจือจางของศักยภาพ (dilution of expertise) นั่นคือเหตุการณ์ที่เมื่อเทคโนโลยีหนึ่งเกิดขึ้นและได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว ก็จะมีคนกระโดดเข้ามาคัดลอกและเลียนแบบไอเดียจนทำให้ต้นฉบับลดความน่าสนใจลง

กรณีของเกม Atari ในช่วงต้นทศวรรษ 1980 ต้นฉบับสุดสร้างสรรค์อย่างเกม Centipede และ Space Invaders วางจำหน่ายและได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว ไม่นานหลังจากนั้นมันก็มีเกม Atari ตามมาแทบล้นตลาดซึ่งเป็นการคัดลอกและแก้ไขโค้ดเพื่อสร้างเกมของตัวเอง เช่น Phobos, Pushky, Quarxon แน่นอนว่าเกมที่เกิดจากการลอกเลียนเหล่านี้ก็จะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเกมต้นฉบับอีกต่อไป แต่สิ่งตอบแทนที่เกมต้นฉบับได้รับก็คือความคิดสร้างสรรค์และมูลค่าของนวัตกรรมลูกลดทอนลง

ส่วนกรณีของโพสต์ Reddits มันมักจะเป็นข้อความสั้นๆ ซึ่งคนต่อไปที่จะเม้นท์ก็สามารถที่จะคัดลอกโพสต์ก่อนหน้า ดัดแปลงข้อความเพียงเล็กน้อยแล้วโพสต์ได้เลย ซึ่งผ่านไปสักพักเมื่อหัวข้อไม่มีอะไรอัพเดต ไม่แปลกใหม่ ความสนใจของผู้คนก็จะน้อยลง

มากรณีของคริปโตเคอร์เรนซีกันบ้าง หลังจาก Bitcoin เปิดตัวออกมามันก็มี Altcoin ตามมาอีกเป็นหมื่นๆ เหรียญ แน่นอนว่าแม้ปัจจุบัน Bitcoin จะยังเป็นพี่ใหญ่ในวงการอยู่ แต่ความสนใจของผู้คนก็ไม่ได้โฟกัสไปที่ Bitcoin เพียงเหรียญเดียว นอกจากจะลดทอนความน่าสนใจของต้นฉบับแล้ว มันยังได้ดึงดูดสแกมและแฮ็กเกอร์ต่างๆ เข้ามาจนส่งผลให้ภาคส่วนคริปโตเป็นภาพลบในสายตาของผู้คนส่วนหนึ่งด้วย

การลอกเลียนเหล่านี้ทำได้ง่าย อย่างเกม Atari ก็เป็นชุดโค้ด 8-bits ที่โปรแกรมเมอร์ภายในบริษัทใช้ร่วมกัน โปรแกรมเมอร์บริษัทอื่นๆ สามารถคัดลอกได้ ส่วนคริปโตเคอร์เรนซีก็บอกข้อมูลเชิงเทคนิคไว้ในไวท์เปเปอร์ซึ่งสามารถลอกเลียนแบบได้

นักวิจัยมองว่าเมื่อผ่านกระบวนการคัดลอกทีละขั้นๆ แนวคิดดั้งเดิมของผู้พัฒนารุ่นบุกเบิกก็จะค่อยๆ เจือจางไป เมื่อมันมีผลิตภัณฑ์เลียนแบบเพิ่มมากขึ้น ความสนใจของผู้คนก็จะลดลง หรือนักลงทุนอาจจะเสียเงินจากโปรเจกต์ Altcoin ที่ไม่ดี ซึ่งมันก็อาจจะเป็นปัจจัยที่นำไปสู่การล่มสลายของทั้งอุตสาหกรรมได้

## แล้วอย่างนั้น Bitcoin จะยังมีอนาคตอยู่หรือไม่?

อันที่จริงการเลียนแบบไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเท่าไหร่หรอก เพราะแนวคิดเรื่องการคัดลอกแนวคิดที่ประสบความสำเร็จก็เป็นหนึ่งในขั้นตอนความก้าวหน้าของมนุษย์เราเหมือนกัน เพียงแต่ว่างานสร้างสรรค์บางประเภท การเลียนแบบมันอาจจะทำให้ศักยภาพเจือจางลงบ้างและก็เพิ่มโอกาสในการล่มสลายได้ งานวิจัยนี้ก็อาจสามารถเอาไปทำนายความความล้มเหลวของอุตสาหกรรมบางประเภทได้

คำถามที่น่าสนใจคือแล้วหากมองในมุมนี้ Bitcoin ยังนับว่ามีอนาคตอยู่หรือไม่?

สำหรับเรามองเห็นความแตกต่างของ Atari, Reddits กับ Bitcoin ได้ อย่างแรกคือเป้าหมายและคุณประโยชน์ของมัน เกม Atari หรือ Reddits นับเป็นตัวเลือกหนึ่งของความบันเทิง เมื่อมีคู่แข่งในอุตสาหกรรมมากขึ้น หรือมีเกมอื่นๆ เกิดขึ้น คนก็อาจหันเหความสนใจไปได้

ในขณะที่ Bitcoin หรือคริปโตเคอร์เรนซีถูกมองในแง่ของนวัตกรรม มองอีกแง่มันอาจสามารถเป็นอีกขั้นของวิวัฒนาการทางการเงินได้ มันยังมีเทคโนโลยีอย่างบล็อกเชน หรือแนวคิดเรื่องการกระจายอำนาจอยู่เบื้องหลัง ซึ่งอาจสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมอื่นๆ ได้

ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเองก็มองว่าตอนนี้คริปโตเคอร์เรนซียังอยู่ในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น ส่วนใหญ่ยังเป็นการเก็งกำไร กรณีการใช้งานจริงๆ ของคริปโตส่วนใหญ่ก็ยังไม่มีให้เห็น และกฎหมายก็ยังตามนวัตกรรมไม่ทัน หากสิ่งเหล่านี้ก้าวหน้ามากขึ้น ภาคส่วนคริปโตเคอร์เรนซีก็จะค่อยๆ ดีขึ้น

แน่นอนว่าหากในอนาคตมีเทคโนโลยีการชำระเงินแบบใหม่ที่น่าสนใจกว่าคริปโตเคอร์เรนซี วงการนี้ก็อาจไม่ได้รับความสนใจอีกต่อไปก็ได้ แต่ว่าไม่ได้เกิดขึ้นเพราะ Altcoin แย่งความสนใจไปหมด เพราะเราไม่ได้พิจารณาในแง่ศักยภาพที่มันสามารถดึงดูดความสนใจของผู้คนได้ แต่พิจารณาในแง่ศักยภาพที่มันอาจสามารถเป็นอีกก้าวของระบบการเงินโลกได้ต่างหาก

**References: **[Theconversation](https://theconversation.com/innovative-products-lead-to-a-boom-in-imitation-and-often-a-bust-just-look-at-atari-and-bitcoin-194991), [Nature](https://www.nature.com/articles/s41599-022-01380-5), [Forkast](https://forkast.news/headlines/most-crypto-still-junk-jpmorgans-blockchain/)

---

**Graphic Ideas:**

– สีแดงและสีน้ำเงินเป็นคู่สีที่นิยมใช้ในสังเวียนการต่อสู้ นอกจากนี้ สีแดงยังสื่อถึงความรุนแรง หรือวิกฤตได้เช่นเดียวกัน โดยผู้ออกแบบใช้สีแต่ละสีให้มีพื้นที่ตัดขาดออกจากกัน แสดงถึงความขัดแย้งและตัดขาดกันอย่างชี้เป้นชี้ตาย – ในภาพ เหล่า Altcoins กำลังช่วยกันขับไล่เหรียญ Bitcoin ให้ตกหน้าผาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สอดคล้องกับงานวิจัยในบทความที่กล่าวว่า “Altcoin จะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่จะทำให้ Bitcoin ล่มสลาย – ผู้ออกแบบเลือกใช้สีเหรียญ Altcoins เป็นสีเงินเหมือนกันทั้งหมด แทนถึงความเป็นพรรคพวกเดียวกัน ส่วน Bitcoin มีสีเหลืองทองที่แปลกแยกอยู่เพียงเหรียญเดียว – เบื้องหลังเหรียญ Bitcoin มีสายฟ้าผ่า เป็นตัวแทนของลางร้าย ความโกลาหล ความวุ่นวาย และความระทึก
